Why
เคยได้ยินไหมว่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ช่วยให้เราดูดี แท้จริงแล้วมันอาจมีเบื้องหลังที่แสนจะโหดร้าย ทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน การใช้แรงงานเด็ก ผลาญทรัพยากรธรรมชาติ และยังสร้างขยะจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะอุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่นที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์สังคมบริโภคนิยมแบบสุดขีด
Fast Fashion คืออะไร หากให้นิยามง่ายๆ คือสินค้าแฟชั่นที่ผลิตเยอะๆ ออกใหม่เร็วๆ ตามเทรนด์สุดๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างเราที่ถือคติประจำใจว่า ‘ของมันต้องมี’ เร็วในระดับที่เห็นมันอยู่บนเรือนร่างของนางแบบที่เดินในงานแฟชั่นโชว์ใหญ่ๆ หรือเห็นอินฟลูเอนเซอร์สวมใส่มันในโซเชียลมีเดียได้ไม่นาน เสื้อผ้าเหล่านั้นก็จะถูกผลิตออกมาวางขายให้คนทั่วไปในราคาที่จับต้องได้ง่ายแล้ว
จากความถี่เดิมที่เราคุ้นเคยว่า ฤดูกาลแห่งแฟชั่นมักมี 2 ครั้งต่อปี นั่นคือ Spring/Summer หรือเสื้อผ้าสำหรับหน้าร้อน และ Fall/Winter เสื้อผ้าสำหรับหน้าหนาว แต่ในวันนี้ฤดูกาลของฟาสต์แฟชั่น อาจมีมากกว่า 52 ฤดูกาลต่อปี เพราะแบรนด์ทั้งหลายจะส่งคอลเล็กชั่นใหม่ๆ เข้าร้าน 2 ครั้งต่อสัปดาห์!
สิ่งที่ตามมาจากฤดูกาลอันแสนถี่ก็คือ การผลิตเสื้อผ้าราคาถูกจำนวนมหาศาล มีสถิติบอกว่าในแต่ละปีมีการผลิตเสื้อผ้าราวๆ 150,000 ล้านชิ้น ซึ่งตัวเลขนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี และแน่นอนว่าการผลิตเสื้อผ้าแฟชั่นราคาแสนถูกในระยะเวลาอันรวดเร็ว มักจะตามมาด้วยการกดต้นทุนให้ต่ำลง ทั้งคุณภาพของวัสดุและแรงงาน ก่อให้เกิดผลกระทบรอบด้านทั้งกับสังคมและสิ่งแวดล้อม
ถ้ายังซื้อแฟชั่นที่มาไวไปเร็ว จะไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครต่อ?
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าในยุคนี้ยังมีทาสอยู่ ตราบใดที่คุณบริโภคเสื้อผ้า Fast Fashion แปลว่าคุณกำลังสนับสนุนให้ใช้แรงงานทาสมากเท่านั้น! เพราะหนึ่งในปัญหาหลักของอุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่นคือการใช้แรงงานที่ไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นแรงงานผู้หญิงที่ได้ค่าแรงต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่มีสวัสดิการ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมกับการทำงาน รวมถึงการใช้แรงงานเด็ก The Global Slavery index คาดเดาไว้ว่าทั่วโลกมีการใช้แรงงานทาสมากกว่า 40 ล้านคน และแน่นอนว่าหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานทาสมากที่สุดก็คืออุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่น
ที่ผ่านมามักไม่มีใครสนใจว่าเสื้อผ้าของเราผลิตโดยใคร กระทั่งแบรนด์ผู้ผลิตเองก็ไม่รู้ว่าซัพพลายเออร์ของพวกเขาตั้งโรงงานอยู่แห่งหนใดบนโลกใบนี้ แต่หลังเหตุการณ์โรงงานผลิตเสื้อผ้า ณ ตึก Rana Plaza ในบังกลาเทศถล่มเมื่อปี 2013 จนมีผู้เสียชีวิต 1,134 คน เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติทางด้านแฟชั่นครั้งใหญ่ เพราะมีการเปิดเผยข้อมูลคุณภาพชีวิตของเหล่าแรงงานที่ทำงานเย็บเสื้อผ้าให้แบรนด์ดังระดับโลกหลายแบรนด์ในนั้น แต่กลับได้เงินเดือนเพียง 1,600 บาทต่อเดือน ขณะที่ต้องทำงานมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน!
บังกลาเทศอาจฟังดูไกลตัวไป ขยับมาที่ประเทศใกล้บ้านเราซึ่งเป็นฐานการผลิตอย่างจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ก็ประสบปัญหาแรงงานทาสยุคใหม่เช่นกัน อย่างโรงงานในกวางตุ้ง มีรายงานว่าแรงงานผู้หญิงต้องทํางานในโรงงานถึง 150 ชั่วโมงต่อเดือน ซึ่ง 60% ของคนงานเหล่านี้ไม่มีสัญญาจ้าง และ 90% ไม่สามารถเข้าถึงประกันสังคม หรือในพม่ามีรายงานว่า มีการใช้แรงงานเด็กอายุ 14 ปี ให้ทำงานมากกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน และได้ค่าจ้างเพียงแค่ 4.5 บาทต่อชั่วโมงซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของค่าจ้างขั้นต่ำในประเทศ
เศร้าหนักกว่าเดิม เมื่อได้รู้ว่าการทำงานอย่างไม่มีสัญญาจ้างของแรงงานในหลายประเทศ มันยิ่งเห็นผลกระทบอย่างชัดเจนในยุคการระบาดของไวรัส Covid-19 เพราะมีรายงานพบว่าหลังการระบาดของไวรัสเพียงไม่ถึงปี ส่งผลให้แรงงานกว่าล้านคนในอุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่นได้ค่าจ้างลดลงถึง 38% บางคนก็ตกงานโดยที่ไม่ได้เงินชดเชยแม้แต่บาทเดียว
ข้อมูลตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลกระทบต่อแรงงานที่มีการเปิดเผยได้จากอุตสาหกรรมแฟชั่นที่ต้องการประหยัดต้นทุนโดยการใช้แรงงานราคาถูก
Fast Fashion ทำให้คุณกลายเป็นคนขี้เบื่อและทิ้งเสื้อผ้าได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะจากการใช้วัสดุที่คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน ใส่ได้ไม่กี่ครั้งก็เสียทรงต้องทิ้งไป การโปรโมตคอลเล็กชั่นใหม่ๆ เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกอยากซื้อเสื้อใหม่บ่อยๆ
YouGov Omnibus สำรวจปริมาณขยะในประเทศไทยพบว่า 25% ของคนตอบแบบสอบถาม ทิ้งเสื้อผ้าอย่างน้อย 3 ชิ้นทั้งที่ใส่ไปแค่ครั้งเดียว และหากมองในภาพรวมทั่วโลก คาดเดาว่าในปี 2020 จะมีเสื้อถูกทิ้งมากถึง 18.5 ล้านตัน!
ปัญหาใหญ่ของขยะแฟชั่นคือกระบวนการรีไซเคิลที่ยังไม่สามารถเปลี่ยนเสื้อเก่าให้เป็นของใหม่กริบเหมือนพลาสติกได้ เพราะกระบวนการรีไซเคิลมักจะสร้างความเสียหายและทำให้เส้นใยของสิ่งทอหดสั้นลง เสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่รีไซเคิลได้จึงมีเพียงผ้าไฟเบอร์หรือฉนวนที่นอน มีเพียง 12% ที่ถูกนำไปรีไซเคิลจริงๆ และมีน้อยกว่า 1% ที่ถูกวางจำหน่ายเป็นเสื้อผ้าใหม่ ส่วนที่เหลือก็ถูกโยนทิ้งเป็นกองขยะล้นโลก ต้องรอจนกว่าจะมีคนนำไปเผาหรือฝังกลบ
รู้ไว้เลยว่าอุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่นเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก
การฟอกฝ้ายเพียงแค่หนึ่งกิโลกรัมเพื่อใช้ในการทอเสื้อตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง ต้องใช้ทรัพยากรน้ำถึง 20,000 ลิตร แล้วคิดดูว่าวันๆ หนึ่ง เสื้อผ้าถูกผลิตเป็นหมื่นๆ แสนๆ ตัว จะต้องใช้ทรัพยากรน้ำมากมายขนาดไหน ยิ่งกว่านั้น น้ำในการผลิตเสื้อผ้าส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการบำบัดอย่างถูกต้อง ทำให้น้ำถึง 20% จากอุตสาหกรรมแฟชั่นถูกปล่อยลงไปเป็นมลพิษในแหล่งน้ำ
นี่พูดถึงแค่ผ้าฝ้ายเท่านั้นนะ แต่แบรนด์ไหนที่อยากลดต้นทุนด้วยการหันมาใช้เส้นใยโพลีเอสเตอร์หรือเส้นใยประเภทอื่นๆ ที่ราคาถูกแต่ไม่ใช่ธรรมชาติแท้ๆ การผลิตเหล่านั้นยิ่งอาจปล่อยก๊าซ N2O ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อโลกมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20 เท่า แถมกระบวนการผลิตยังทำให้เกิดไมโครพลาสติกไหลลงสู่แหล่งน้ำถึงปีละ 500,000 ตัน (และแน่นอน ไมโครพลาสติกที่เรามองไม่เห็นนั้น มันอาจวนกลับมาสู่ร่างกายของเราผ่านการบริโภคสัตว์น้ำก็เป็นได้)
How
พอได้เห็นปัญหาใหญ่เบิ้มจนสงสัยว่าคนตัวเล็กๆ หนึ่งคนจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แถมการช้อปปิ้งเสื้อผ้าก็เหมือนจะเป็นทั้งความจำเป็น ทั้งไลฟ์สไตล์ และเป็นสิ่งชุบชูใจไปซะแล้ว การตัดบทสรุปจบว่าก็เลิกซื้อสิจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย
มันก็ยากจริงๆ นั่นแหละ เราจึงชวนคุณมาเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการมาโละตู้เสื้อผ้าเพื่อหายูนิฟอร์มส่วนตัวกัน คำว่ายูนิฟอร์มในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเครื่องแบบอะไรที่กรอบเราไว้ในกฎหรอกนะ แต่หมายถึงสไตล์ที่เป็นคุณ แบบที่ไม่สนเทรนด์ และไม่เห็นต้องชอบเหมือนใคร เป็นเสื้อผ้าที่คุณมั่นใจที่จะใส่ และสบายตัวที่จะอยู่กับมันไปยาวๆ
เชื่อว่าทุกคนมีชุดเก่งแบบนั้น แต่พอเห็นคอลเล็กชั่นใหม่ที่สวยจนใจบาง เห็นลิมิเต็ดไอเท็มสุดเท่ที่เพิ่งออกมา เห็นโปรฯ ออนไลน์ลดกระหน่ำ หรือเห็นป้ายเซลตัวใหญ่มากหน้าร้าน สไตล์ก็จะอาจจะเป๋ๆ ไปบ้างตามความอยากได้อยากมีในเวลานั้นๆ หรือบางคนก็ไม่ได้เป๋ไปไกล แต่ก็มีเสื้อแบบเดียวกันซ้ำๆ จนเกินใส่แล้ว!
นั่นจึงเป็นที่มา ที่เราต้องมาโละตู้กัน!
1. ตัวที่ใช่ ใส่บ่อย คุณภาพดี ให้อยู่ต่อ
2. ตัวไหนไม่ใช่ ไม่ค่อยได้ใส่ ใส่ไม่ได้ ใส่แล้วไม่มั่นใจ ส่งต่อให้คนที่ต้องการ (ขายต่อ / บริจาค)
3. ไอเท็มจี๊ดจ๊าด เครื่องประดับ หรือ accessories ไม่ต้องมีเยอะ ยิ่งเยอะยิ่งแมตช์ยาก
4. จัดหมวดสิ่งที่ใช่ รู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหน มีแล้วเท่าไหร่ (จะได้ไม่ซื้อซ้ำ) อันไหนใส่ไม่บ่อยแพ็คไว้ อย่าแขวน (เช่น เสื้อขนเป็ดที่ต้องรอไปเมืองนอก)
5. อะไรขาดหรือพัง แต่ยังใช่ เอาไปซ่อม
6. ถ้าตู้เสื้อผ้าไม่แน่นเกินไป บางชิ้นไม่ต้องรีดก็ได้ (ประหยัดแรง ประหยัดไฟฟ้า)
7. ใครเสื้อผ้าเยอะ ให้แบ่งเป็นซีซั่นส่วนตัว ใส่ตู้แค่ซีซั่นเดียว ที่เหลือลงกล่องแล้วเอามาวน รู้สึกได้รีเฟรชโดยไม่ต้องซื้อใหม่เยอะ
1. เก็บตู้บ่อยๆ ถ้าทำได้ เก็บให้เข้าที่ทุกครั้งที่เปิดตู้
2. ถ้าชีวิตประจำวันรีบมาก ให้จัดตารางเคลียร์สม่ำเสมอ
3. เพราะรกเมื่อไหร่ จะคิดว่าไม่มีอะไรจะใส่อีกแล้ว!
4. ออกกฎส่วนตัว เช่น ถ้าซื้อใหม่ ต้องหาทางไปให้ตัวเก่า อย่าซื้ออะไรพลาดซ้ำสอง
เช่น ยีนส์ที่ไม่ได้ลอง เครื่องประดับเหมาโหลที่ไม่เคยได้ใส่ หรือชิ้นที่แค่อยาก cf ให้ทัน!
5. ถือคติ Buy Less, Choose Well, Make it Last’ จากมอตโต้คุณยาย Vivienne Westwood
อีกส่วนที่สำคัญ และจะตอบปัญหาใหญ่โตข้างบนได้หลังจากจัดตู้เสื้อผ้า คือในการซื้อครั้งถัดๆ ไป เราอยากชวนคุณคิดให้มากขึ้นอีกนิดถึงปัญหาต่างๆ และเริ่มเข้าใจว่า นักช้อปตัวจ้อยอย่างเราก็สามารถสร้างอิมแพคเชิงบวกให้กับปัญหานั้นๆ ได้ในรูปแบบหลากหลาย ที่แบ่งเลเวลตามความง่าย ความสนใจ และความตั้งใจแรงกล้าที่อยากเปลี่ยนแปลง
ลองเริ่มดูสิ ไม่ยากอย่างที่คิดนะ
วิธีการเริ่มต้นสำหรับใครที่ยังช้อปเสื้อผ้าบ่อย และยังตัดใจจากแบรนด์ที่รักไม่ขาด หรือราคาของเสื้อผ้าเหล่านั้น ก็เป็นมิตรกับค่าแรงเราดี สิ่งที่อยากชวนทำคือเวลาเดินเข้าร้านโปรดคราวถัดไป ลองกูเกิลศึกษาที่มาที่ไปของเสื้อผ้าที่อยากซื้อก่อน ว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นมาจากประเทศไหน ผลิตมาจากฝีมือของแรงงานเด็กหรือแรงงานไร้ฝีมือที่โดนกดค่าแรงและโดนละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่หรือเปล่า หรือสถานการณ์โควิดระลอกเก่ายันระลอกใหม่ แบรนด์เหล่านี้จ่ายค่าแรงให้แรงงานที่ยังคงเย็บผ้าให้ไปทำโปรฯ ลดกระหน่ำแล้วหรือยัง
ลองใช้เสียงที่ตัวเองมีเข้าร่วมแคมเปญกับ Fashion Revolution เพื่อเรียกร้องไปยังผู้ประกอบการหันมาใส่ใจกระบวนการผลิตมากกว่าเดิม เช่น การเขียนจดหมายส่งไปถึงผู้ประกอบการโดยตรงว่าเราต้องการให้พวกเขาปรับเปลี่ยนอะไร หรืออย่างน้อยก็แค่โบกมือโบกไม้ให้เขารู้ว่าลูกค้าอย่างเราจับตาดูเขาอยู่นะ
ถ้าแค่อีเมลตอบกลับอัตโนมัติจากแบรนด์มันยังไม่ตอบใจ ก็ลองเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาแฟชั่นลงในโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือจะส่งเสียงไปถามผู้ผลิตผ่านแฮชแท็กอย่าง #WhoMadeMyClothes #Payup #PayYourWorkers #CleanClothes หรือแฮชแท็กในกระแสช่วงนั้นก็ได้ (เช่นช่วงนี้กำลังช่วยเรียกร้องค่าแรงจากผลกระทบโควิดกันอยู่) และในช่วงสัปดาห์ของวันที่ 24 เมษายนทุกปี (ซึ่งตรงกับวันที่ Rana Plaza ถล่ม) Fashion Revolution จะจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เราสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อถามหาการเปลี่ยนแปลงกับผู้ประกอบการแบรนด์ต่างๆ ได้ด้วย
อย่าคิดว่าเสียงของตัวเองไม่มีความหมาย การออกมาส่งเสียงถึงผู้ประกอบการและพูดถึงปัญหาในวงการแฟชั่นบนโลกโซเชียล เคยทำให้แบรนด์ Patagonia ตัดสินใจเลิกรับฝ้ายและผ้าจากแคว้นซินเจียงที่ปลูกโดยชาวอุยกูร์ที่ถูกลิดรอนสิทธิมนุษยชน แถมยังออกมาช่วยส่งเสียงให้แบรนด์อื่นๆ หันมาให้ความสำคัญกับปัญหานี้มากขึ้น
และสุดท้าย ตะโกนออกไปแล้วก็อย่าลืมถามตัวเองว่าเสื้อผ้าที่เราซื้อมา ถูกใช้อย่างคุ้มค่าสมกับแรงงานที่เสียไปหรือเปล่าด้วยนะ
STEP 1 พลิกป้าย
● หาคำอธิบายอย่างละเอียดถึงกระบวนการผลิตและที่มา
● มองหาสัญลักษณ์การันตีจากองค์กรเกี่ยวกับแรงงานหรือสิ่งแวดล้อม
● ถ้าหาไม่เจอ ลองเสิร์ชในเว็บไซต์ของแบรนด์ดู
● ลองเช็กแคมเปญอื่นๆ ของแบรนด์นั้นร่วมด้วยก็ดีนะ
STEP 2 ให้ Good On You ช่วยตรวจ
● เข้า goodonyou.eco พิมพ์ชื่อแบรนด์ที่วางแผนจะช้อป
● ลองเช็กคะแนนของแบรนด์ว่าอยู่ในระดับไหน
STEP 3 คนอื่นเขาว่ายังไงกัน
● ลองอ่านรีวิวหรือบทความเกี่ยวกับแบรนด์นั้นๆ เพิ่มเติม
FINAL DECISION!
● ยังอยากสนับสนุนแบรนด์นี้อยู่ไหม
● พอจะส่งเสียงอะไรเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงได้หรือเปล่า
ภาพแรกของเสื้อผ้ามือสองคือเก่าและราคาถูก แต่หากว่ากันในเรื่องสิ่งแวดล้อม การเลือกใส่ไอเท็มเก่าของพี่แต่ใหม่ของเรา เป็นส่วนหนึ่งในการลดใช้ทรัพยากรทั้งน้ำ ไฟฟ้า การขนส่งที่อยู่ในกระบวนการผลิตเสื้อผ้าตัวใหม่ได้อย่างมหาศาล แถมยังลดขยะเสื้อผ้าที่อาจถูกทิ้งโดยไม่จำเป็นได้อีกด้วย
สำหรับสายอัพเดต สนุกกับแฟชั่นใหม่ๆ ล้ำๆ อยากบอกว่าวงการมือสองก็สนุกไม่แพ้กันนะ เป็นอาณาจักรที่กว้างใหญ่และมีอะไรให้ทดลองมากมาย เรื่องเชย ตกรุ่น เก่า ไม่ต้องพูดถึง เพราะใครตามแฟชั่นจริงๆ ก็จะพบว่าทุกเทรนด์มันก็วนๆ ซ้ำๆ รีไซเคิลกันอยู่อย่างนี้แหละ แค่เลือกให้ถูกและเหมาะกับตัวเองก็เกิดได้เช่นกัน แถมข้อดีอีกอย่างของวงการมือสองก็คือ ยากจะเจอคนใส่ชุดซ้ำป๊ะกันแบบเป๊ะๆ ให้ต้องเขินเดินหลบไปคนละโบกี้อีกด้วย
หากคำว่ามือสองมันฟังแล้วเก่า ได้ยินแล้วช้ำ คำว่าวินเทจก็ดูย้อนยุคไม่ใช่ทาง ตอนนี้หลายคนเริ่มหันมาเรียกใหม่อย่างน่ารักว่า Pre-Owned หรือ Pre-Loved นิยามว่ามันคือของมือสองที่พวกเขารักและดูแลมาอย่างดี แล้วอยากส่งต่อให้เจ้าของคนใหม่ไปดูแลแทน และการหาซื้อเสื้อผ้ามือสองเดี๋ยวนี้มีให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ราคาเบาๆ สบายกระเป๋าไปจนถึงแบรนด์เนมหลักหมื่น เริ่มค้นหาได้จากตลาดเสื้อผ้ามือสอง flea market ที่เริ่มมีเยอะขึ้นในบ้านเรา ร้านค้าวินเทจ thrift shop รับซื้อ-ขายของมือสอง หรือตามอินสตาแกรมก็มีนะ และเรายังสามารถเข้าร่วมกิจกรรม Swap เสื้อผ้า เพื่อแลกเสื้อผ้าตัวเก่าที่เราเบื่อกับเสื้อตัวเก่าสภาพดีของคนอื่นก็ได้ หรือง่ายกว่านั้นจะแชร์ตู้เสื้อผ้ากับคนในครอบครัวหรือเพื่อนๆ ก็ได้ อยากรู้ว่าช้อปที่ไหนได้บ้าง กดลิงก์ตามไปดูได้เลย
Slow Fashion คือมูฟเมนต์ที่ออกมาสวนกระแสกับ Fast Fashion ที่เราคุ้นเคย โดยเน้นไปที่ความยั่งยืนของเสื้อผ้าในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตที่เป็นมิตรต่อคนและสิ่งแวดล้อม การยืดอายุเสื้อในตู้ให้นานขึ้น หรือแม้กระทั่งการออกมาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ระบบ Fast Fashion เดินไปให้ช้าลงกว่าที่เคย
โดยการเดินหน้าไปอย่างช้าๆ ของ Slow Fashion แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ Ethical Fashion หรือการให้ความใส่ใจกับแรงงานมนุษย์ และ Eco Fashion ที่เน้นเรื่องการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด
หากอยากเริ่มต้นเดินสาย Slow Fashion การมองหาเสื้อผ้าผลิตในประเทศ โดยใช้แรงงานในชุมชนเพื่อกระจายรายได้ในราคาเหมาะสม นี่ยังช่วยตัดทอนกระบวนการขนส่งที่ปล่อยมลพิษจำนวนมากได้ด้วย และเรายังสามารถเลือกซื้อเสื้อผ้าแบบ Seasonless ที่คงทน ใส่ได้ในทุกฤดูกาล หรือเสื้อผ้าแบบ Genderless ที่ใส่ได้ทุกเพศ ซึ่งถือเป็นเสื้อผ้าที่หมุนเวียนมาใส่ได้เรื่อยๆ หรือแบ่งกันใส่กับคนใกล้ตัวได้ ก็ลดการใช้ทรัพยากรและลดการสร้างขยะจากเสื้อผ้าไปได้อีกทางหนึ่งด้วยนะ
และหากแคร์หลักการสายสิ่งแวดล้อมเพิ่มเข้ามาด้วย ก็มองหาเสื้อที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ หรือเส้นใยรีไซเคิลที่แม้จะใช้ทรัพยากรในการผลิตมาก แต่ก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเส้นใยประเภทอื่นๆ (อย่าลืมคำนึงถึงเรื่องนี้เวลาซื้อเสื้อผ้าเสมอ!)
เส้นใยธรรมชาติ |
เส้นใยสังเคราะห์จากพืช |
|---|---|
|
|
เส้นใยรีไซเคิล |
เลี่ยงได้ ก็อย่าเลย! |
|
|
เล่ามาหลายวิธีที่ทำให้การใส่เสื้อผ้าของเราเป็นมิตรกับคนอื่นๆ และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่อันที่จริงวิธีแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทางคือลดการซื้อเสื้อผ้าใหม่ เพราะมันคือการลดใช้ทรัพยากรและลดการบริโภคล้นเกินได้ดีที่สุด
แน่นอนว่าการงดซื้อตลอดไปมันเป็นไปไม่ได้! แต่สำหรับคนที่มีเสื้อผ้าล้นตู้อยู่แล้ว อยากดีท็อกซ์อาการช่างช้อปของตัวเอง หรืออยากท้าทายตัวเองดูสักตั้ง การวางกรอบเวลาและลอง ‘งดซื้อ’ อย่างจริงจังก็ทำให้เราเห็นอะไรหลายๆ อย่าง เช่น เราไม่จำเป็นต้องซื้อทุกอย่างที่อยากได้ เสื้อผ้าที่มีอยู่ก็มิกซ์แอนด์แมตช์ได้หลากหลายกว่าที่คิด หรือใส่เสื้อเก่าตัวเดิมก็ไม่เห็นเป็นอะไร หรือการถือเสื้อผ้าไปซ่อมแล้วเอากลับมาใส่มันมีคุณค่าทางใจมากกว่าที่คิด (จากเดิมที่ตัดสินใจทิ้งเพราะคิดว่าซื้อใหม่ง่ายกว่า!)
ถ้าอยากเพิ่มรายละเอียดให้การไม่ซื้อสนุกขึ้น เราเลยขอแถมเทคนิคสนุกๆ ด้วยการซ่อม ปะ ชุนเสื้อผ้าให้กลับมาใส่ได้ใหม่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมเพื่อการใช้งาน หรือการซ่อมแบบ Visible Mending หรือ Remake ซึ่งเป็นอีกวิธีที่ช่วยสร้างสรรค์เสื้อผ้าให้แปลกใหม่ โดยที่ไม่ต้องซื้อใหม่ได้
Where
สถานที่ส่งต่อเสื้อผ้าที่เราไม่ใช้และไม่ใช่เรา ให้เกิดประโยชน์
● มูลนิธิกระจกเงา ส่งต่อเสื้อผ้าสภาพดีให้กับเจ้าของคนใหม่
● ปันกัน ส่งต่อให้ปันกันนำไปบริจาค หรือขายต่อเป็นทุนการศึกษาให้เด็กๆ ด้อยโอกาส
● มูลนิธิบ้านนกขมิ้น ส่งต่อเสื้อผ้าสภาพดีให้เด็กและคนชราด้อยโอกาส
● Treasure Factory ขายต่อเสื้อผ้าสภาพดีอายุไม่เกิน 3 ปี
กลุ่ม กิจกรรม หรือวงเสวนาที่น่าไปเข้าร่วม
องค์กรแฟชั่นที่เชื่อว่าเสียงของทุกคนสร้างการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมแฟชั่นได้
● The SEAM เวิร์กช็อปลงลึก เพื่อตามหาตนเองและทำความเข้าใจแฟชั่นอย่างยั่งยืน
ตามไปอุดหนุนแบรนด์ Slow Fashion ในแบบที่ชอบ
● Moreloop โรงงานผลิตเสื้อที่ต่ออายุเศษผ้าเป็นเสื้อตัวใหม่
● Rubber Killer แบรนด์ที่เปลี่ยนเศษยางเก่าเป็นกระเป๋าและเครื่องประดับ
● Madmatter แบรนด์กระเป๋าผ้าและหมวกที่เย็บจากเศษผ้าเหลือทิ้ง
● Standard Archives แบรนด์เสื้อผ้า Seasonless ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
● TakTai แบรนด์เสื้อผ้าที่เลือกใช้ผ้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
● Folkcharm แบรนด์เสื้อผ้าที่เชื่อเรื่องการให้โอกาสและความเป็นธรรม
● Craftnomads งานหัตถกรรมท้องถิ่นที่ช่วยส่งเสริมชุมชน
● She Knows ร้านเสื้อจากอินสตาแกรมที่ใช้ผ้ารีไซเคิลและช่างตัดเย็บชุมชน
● Co.opinion อีกร้านเสื้อในไอจีที่ให้ความสำคัญกับที่มาที่ไปของเสื้อทุกตัว
● ตลาดวังหลัง แหล่งเสื้อผ้ามือสองสุดคลาสสิก
● ตลาดปัฐวิกรณ์ ล้อมวงคุ้ยเสื้อผ้ามือสองจากลัง!
● ชินจูกุ ช้อปเสื้อผ้าญี่ปุ่นเกาหลีแบบชั่งกิโล
● ตลาดรถไฟ ศรีนครินทร์ เดินช้อปเสื้อผ้ามือสองสุดเก๋
● ตลาดนัดสวนจตุจักร บุกโซนมือสอง ตามหาของวินเทจ
● Treasure Factory ร้านซื้อขายเสื้อผ้ามือสองที่เหมือนเดินช้อปอยู่ญี่ปุ่น
คนรุ่นใหม่ที่น่าตามไปฟอลโลว์เพื่อรับแรงบันดาลใจ
● Famai Disorder ฟ้าใหม่ นักช้อปที่หันมาเล่าเรื่องแฟชั่นในมุมยั่งยืน
● ชาช่า-ทิชา อินฟลูเอนเซอร์ผู้เป็นกระบอกเสียงเรื่องฟาสต์แฟชั่น
● แม็ค-ณภัทร นายแบบที่สนุกกับการช้อปปิ้งเสื้อผ้ามือสอง
● ป่าน Juli Baker and Summer ศิลปินผู้ตัดสินใจเลิกซื้อเสื้อผ้า แล้วใส่เสื้อเดิมให้คุ้มค่าที่สุด
อ่านเนื้อหาถัดไปกันเลย!
Reference
● www.sloww.co/slow-fashion-101
● www.borgenmagazine.com/fast-fashion
● www.labs.theguardian.com/unicef-child-labours
● www.theconversation.com/fashion-production-is-modern-slavery-5-things-you-can-do-to-help-now-115889
● www.sustainyourstyle.org/old-environmental-impacts
● www.greenpeace.org/thailand/story/9381/fast-facts-about-fast-fashion
● www.treehugger.com/fast-fashion-environmental-ethical-issues-4869800